"Happy Birthday to me"

นี่เราอายุเท่าไหร่แล้ววะเนี่ย (เริ่มตีมืนลืมอายุตัวเอง เอาเข้าจริงก็ ลืมจริงๆนั้นแหละ ถถถถถถถ) มองย้อนกลับไปหลายๆอย่าง ตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยม เข้ามหาลัย ออกมาทำงานเผชิญโลกกว้าง แต่ละครั้งที่เปลี่ยนผ่าน มันทำให้ผมรู้เลยว่า ชีวิตแต่ละครั้งที่เปลี่ยนผ่าน มันไม่ง่ายเลย

ในวัยเด็ก

เรามันจะเห็นว่า ชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่นั้นแสนสบาย อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ อยากจะทำอะไรก็ได้ ชีวิตง่ายจะตาย ส่วนเราหนะหรอ ต้องมานั่งตรากตรำเรียนหนังสือ เปิดตำรา บลาๆๆๆ ชีวิตลำบากมากกกก เลยมีความคิดอยากจะเป็นผู้ใหญ่ไวๆ

ในวัยนี้สำหรับผมแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่พิเศษช่วงนึงเลยหล่ะครับ เพราะด้วยความเป็นเด็ก (เด็กจริงๆนั้นแหละ) โดยส่วนตัวของผมในช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาที่ผมเต็มที่กับมันมาก (เต็มที่กับเรื่องไร้สาระอ่า อย่าเข้าใจผิดๆ) สนุกแบบสุดติ่งกระดิ่งแมวเลยทีเดียว และเป็นวัยที่ทำให้ผมพลาดอะไรหลายๆอย่างไป และเป็นช่วงที่พ่อกับแม่เหนื่อยที่สุด

ผมไม่ได้เกเร ขนาดจะไปสูบยา กินเหล้า หรือติดการพนันอะไรแบบนั้น ด้วยความที่ปล่อยตัวเองชิวมาก ทั้งโดดเรียน ติด 0 ติด ร. ติด มผ. ผมติดหมดแหละ (ไม่ได้ประจานตัวเองนะ แต่คนเราต้องยอมรับความจริง จะโกหกตัวเองไปเพื่อ?) แก้กันเหนื่อย ส่งผลให้ผลการเรียนออกมาย่ำแย่ แย่จนขนาดคะแนน Admission ต่ำลากดิน

แน่นอนครับ ผมไม่สามารถเข้าเรียนในมหาลัยที่พ่อกับแม่วาดฝันเอาไว้ได้ เข้าคณะที่ตัวเองตั้งใจอยากจะไปเรียนไม่ได้ เพราะผลคะแนนสอบ + เกรด ของผม มันตีเป็นคะแนนแล้ว โครตอนาตใจ

ถามว่าเสียใจไหม? บอกเลยว่ามีทั้งเสียใจและไม่เสียใจครับ เสียใจ ที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจเรียนตั้งแต่ต้น เสียใจที่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังในช่วงนั้น แต่ผมไม่เคยเสียใจ ที่ผมได้ใช้ชีวิตในช่วงวัยมัธยมได้คุ้มค่า ผมได้สนุกกับเพื่อน ได้มีโอกาสได้ทำอะไรที่ไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ มันเป็นอะไรที่ดีมากๆครับ

ในวัยรุ่น

พอเราเริ่มเข้ามหาลัย ความรับผิดชอบเริ่มเพิ่มมากขึ้น ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น ต้องเรียนวิชาที่มีความซับซ้อนขึ้น ยากขึ้น เราถ้าได้เรียนในสิ่งที่เราสนใจ เราก็จะสนุกกับมันไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราไม่ได้เรียนในสิ่งที่เราสนใจ ก็อาจจะลำบากหน่อย เราได้เห็นการซิ่วเพื่อเปลี่ยนที่เรียนในหมู่เพื่อน ที่คิดว่าสิ่งที่มาเรียน มันไม่ใช่สำหรับตัวเขา เริ่มมีวิชาที่ไม่ถนัด จนกระทังเรียนไม่ผ่าน เริ่มรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงนี้ผมเริ่มสำนึกตัวเองได้ เริ่มขยัน เริ่มตั้งใจขึ้นมาจากเดิมนิดหน่อย (ยังสลัดนิสัยขี้เกียจไม่ได้สักที) เริ่มทำเกรดได้ดีขึ้น แต่อย่างที่บอกครับ ผมไม่ใช่เด็กเก่ง ไม่ใช่เด็กพื้นฐานแน่นอะไรมากมาย ทำให้ส่งผลต่อมหาลัย วิชาบางวิชาผมไม่สามารถผ่านมันไปได้ จนต้องหาคนติวเข้มพิเศษ ต้องลงเรียนซ้ำ แล้วผมก็ผ่านมันมาได้ ตามโปรแกรม 4 ปี

ในวัยนี้ผมได้รู้จักการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกันในสังคมเยอะขึ้น เริ่มรู้และเข้าใจโลกมากขึ้น ในช่วงแรกๆบอกเลยว่า ผมรู้สึกว่า แม่ง โลกนี้มันโหดร้ายไปแหละ อะไรมันจะอยู่ยากขนาดนั้น จนกระทั่งเราได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า "การเรียนรู้ที่จะปรับตัวและอยู่รอด" หรือแถวบ้านผมเค้าเรียกมันว่า "อยู่เป็น" นั้นแหละครับ อันนี้เป็นส่วนสำคัญมากๆ ที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ และที่ผมโชคดีที่มีเพื่อนที่รู้ใจ มีคนรักที่เอาใจใส่ดูแลมาตลอด พ่อกับแม่คอยให้กำลังใจและเริ่มเข้าใจโลกของผมมากขึ้น อะไรๆก็เริ่มดีขึ้นครับ จนผมเรียนจบ

วัยทำงาน

ผมเริ่มทำงานทันทีหลังจากเรียนจบได้ไม่ถึงเดือน เริ่มต้นด้วยการเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัทญี่ปุ่นแห่งนึง เขียนภาษา C# ซึ่งเป็นภาษาที่ผมไม่เคยคิดอยากจะเขียนมันซะด้วยซ้ำในตอนเรียน แน่นอนครับ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ต่อคือ "เรื่องบางเรื่อง มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราวาดฝันเอาไว้ไปซะหมด" แต่ผมก็ไม่ได้รังเกียจอะไรมันนะ แค่ความรู้สึกในตอนนั้น แค่ไม่ชอบมันเท่านั้นเอง (ปัจจุบัน ผมก็ยังเขียน C# เป็นงานหลักอยู่นะ) ผมได้เรียนรู้ถึงการปรับตัวเข้ากับสังคมอีกครั้ง จนเกิดอาการท้อเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สักพักก็ปรับตัวได้ ก็ทำมาเรื่อยๆครับ จนมาถึงจุดๆนึงครับ

ความฝันผม คืออยากทำงานกับบริษัทระดับโลกดูสักครั้งครับ แค่เวลาสั้นๆก็ยังดี ก็พอมีบริษัทให้โอกาสผมลองสัมภาษณ์ดูบ้าง แต่ผมก็กินแห้วมาทุกที่ เห้อ และแล้วก็เริ่มถอดใจ...

ผมเริ่มรู้สึกว่า อยากจะทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองชอบเป็นงานหลักบ้าง เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ ผมไม่ค่อยชอบมันสักเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเปลี่ยนงานเป็นครั้งแรก ผมเรียนรู้ได้อีกหนึ่งเรื่องคือ "ประสบการณ์ในการเปลี่ยนงานใหม่" แน่นอนครับ มันเป็นครั้งแรกของผม มีติดขัดบ้างในการทำเรื่อง แต่มันก็ผ่านไปด้วยดีครับ

การเปลี่ยนงานก็เหมือนการเสี่ยงทายครับ คุณไม่รู้จริงๆหรอกครับ ว่าเข้าไปแล้วคุณจะเจอกับงานแบบไหน เพื่อร่วมงานเป็นยังไง สภาพแวดล้อมการทำงานดีไหม แน่นอนครับ ผมก็ต้องเข้าไปลองทำงานดู เพื่อจะได้รู้ว่า มันดีไหม มันเป็นยังไง ถ้าไม่ดีเนี่ยมันไม่ดีตรงไหน

สุดท้ายแล้ว...

แล้วผมก็คิดว่าตัวเองอยากกลับบ้านครับ เริ่มหมดไฟ จากเมื่อก่อนผมชอบ Coding มากๆ ตอนนี้เริ่มเฉื่อย อีกอย่างผมก็ไม่ใช่เด็กเก่งครับ ไม่ได้เก่งจ๋า ไม่ได้มี Connection เยอะแยะมากมาย อีกทั้งพ่อกับแม่อยากให้ลองรับราชการดู ชีวิตจะได้สบายไปตลอด ผมก็ว่าจริงนะ สวัสดิการของประเทศสารขัน แต่ไม่เป็นข้าราชการ ตอนแก่มานี่ถ้าไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเองนี่แย่แน่ๆ จะหวังพึ่งประกันสังคมหรอ หึหึหึ

ผมก็ยัง Coding ต่อไปนี่แหละครับ แต่คงจะไม่ได้จริงจังอะไรเหมือนเมื่อก่อน (หรืออาจจะมีอะไรมาจุดไฟให้ผมชอบ Coding อีกครั้งก็เป็นได้ ใครจะรู้)​ ก็อย่างว่าแหละครับ ชีวิตมันต้องก้าวเดินต่อไป

Happy birthday to me.
11/04/2560 (24 years old.)