วันนี้นั่งๆนอนๆอยู่ดีๆ ก็มีเรื่องผุดขึ้นมาในหัวตัวเองขึ้นมา นั่งทบทวนเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วลอง Feedback ตัวเองกลับมาดู ว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เรื่องงานเป็นยังไง การใช้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง คนที่เข้ามาในชีวิตตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ความรักเป็นยังไง คนรอบตัวเองกำลังมีชีวิตความเป็นมายังไงบ้าง ก็นั่งคิดไปเรื่อยๆ

จะทำอะไรควรกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาให้ชัดเจน

ตลอดเวลาที่เรียนจบมา 4 ปี ทำงานเป็นพนักงานบริษัทอยู่ประมาณ 3 ปี แล้วตอนนี้ก็เริ่มมาลองจับงานสายบริหารในบริษัทตัวเองดู ถ้ามองย้อนกลับไป Mindset ตัวเองในด้านการทำงานผมเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มทำงานปีแรกๆจนตอนนี้

หลังจากเรียนจบ ผมเริ่มทำงานในบริษัทซอฟแวร์เฮ้าส์แห่งนึง สิ่งที่ตัวเองคาดหวังในตอนนั้น คืออยากรู้ว่า สิ่งที่เรารู้ตอนนี้ มันเพียงพอต่อการทำงานหรือไม่ พร้อมกับยังคงเดินตามความฝันของตัวเอง ที่อยากเข้าไปทำงานกับบริษัทดังๆสักครั้ง สิ่งที่ผมพบคือ สิ่งที่ผมรู้และประสบการณ์ในตอนนั้น มันไม่เพียงพอจริงๆ ผมมีโอกาสได้เดินเข้าไปสัมภาษณ์บริษัทต่างชาติชื่อดังถึง 2 ครั้ง แต่ก็โดนปัดตกทั้ง 2 ครั้ง และรู้เลยครับ ว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ มันโครตอ่อนด่อยเลย เป็นการสัมภาษณ์ที่ผมยอมจำนนเลยว่า "กูแม่งกากจริงๆหว่ะ"

และแล้วผมก็ตัดสินใจลาออก เพราะได้รับมอบหมายงานที่ตัวเองไม่ค่อยสนใจ ประกอบกับเริ่มไม่พอใจกับ Budget ที่ตัวเองได้อยู่ตอนนั้น เลยตัดสินใจลาออกจากบริษัทที่ทำงานอยู่ที่แรก

หลังจากเดินออกมาจากบริษัทแรก เพื่อเริ่มทำงานกับบริษัทใหม่ ซึ่งก็เป็นบริษัทซอฟแวร์เฮ้าส์เช่นเดิม แต่เนื้องานรอบนี้ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แล้วก็เป็นบริษัทแรก ที่ผมได้สัมผัสคำว่า "Legacy Software" โดยแท้ทรู

ผมพบว่า การพัฒนาซอฟแวร์นั้น ไม่ได้เขียนให้ตัวเองอ่านได้คนเดียว ไม่ได้ออกแบบให้ตัวเองแก้ได้อย่างเดียว ต้องทำให้ในระยะยาวคนอื่นต้องสามารถแก้มันได้ด้วย Software Architecture เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเมื่อมันกลายเป็น "Legacy Software" มันจะเลวร้ายมาก แตะนิดแตะหน่อย อาจจะสะเทือนไปทั้งแผ่นดินได้ จำได้เลยว่าต้องแก้ Software ที่อายุเกือบ 10 ปี ผ่านมาไม่รู้กี่มือ (ทุกวันนี้คนก็ยังใช้งานระบบนี้อยู่ และก็ยังมีการแก้ไขกันอยู่นะครับ) เป็นงานที่ท้าทายมากกกก

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ได้เรียนรู้คือ "คุณไม่สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่คุณอยากใช้ได้ มันมีปัจจัยมากมายที่ถูกบังคับไว้ เช่น ความเหมาะสมกับงาน และลูกค้า" ซึ่งเข้าใจได้นะเรื่องนี้ เพราะถ้าเลือกใช้แต่ของใหม่ๆ แต่มันไม่เหมาะสมกับงาน มันก็จะกลายเป็นตราบาปขึ้นมาทันที รื้อกันสนุกเลยละครับทีนี้ และสุดท้ายมันก็จะกลายเป็น "Legacy Software" อย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องลูกค้า เค้าก็อยากเลือกสิ่งที่เค้าถนัด และดูแลได้หลังจากเราไม่ได้ดูแลสิ่งๆนั้นแล้ว

อีกศัพท์นึงที่หัวหน้าผมชอบพูดอยู่ตลอด ช่วงที่ทำโปรเจคที่เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเสร็จ แต่เราผ่านช่วงนั้นมาได้ คือ "Technical Debt" หรือ "การเป็นหนี้ทางเทคนิค" เนื่องจากด้วยระยะเวลาที่บีบมากในช่วงนั้น ทำให้เราต้องสร้างบาป เช่น Hardcode, Non-Refactor code etc. เพื่อให้งานขึ้นไปได้ สุดท้ายแล้ว เมื่อคุณเป็นหนี้ คุณก็ต้องใช้หนี้ พร้อมดอกเบี้ยที่จะตามมาเช็คบิลคุณตามหลังอีก หึหึหึ

ผมตัดสินใจลาออก (อีกครั้ง) เนื่องจากมีปัญหากับโปรเจ็คอยู่โปรเจ็คนึง อีกทั้งตอนนั้นบริษัทก็กำลังปรับโครงสร้างอยู่เหมือนกัน พร้อมได้ Offer ตำแหน่ง Developer Lead เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่ทำงานมา จากการแนะนำของเพื่อนคนรู้จัก

ผมยังคงทำงานกับบริษัทซอฟแวร์เฮ้าส์เหมือนเดิมครับ แต่ตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจะเริ่มออกไปแนวๆ Management มากขึ้น เริ่มต้องเข้าไปคุยกับลูกค้า เพื่อขายหรือหา Solution ต่างๆ แล้วก็ไป Execute, Consult ลูกค้าด้วยตัวเอง จำได้เลยว่า เข้าไปคุยมากกว่ามานั่งเขียนโค๊ดอีกมั่งช่วงนั้น ก็เป็นกระสบการณ์ที่สนุกและแปลกใหม่สำหรับผมอยู่เหมือนกัน ส่วนฝั่ง Development ก็จะมีน้องๆ ปั้นงานให้อยู่เบื้องหลัง ผมจะปู Architecture และ Common Library ให้น้องๆทำงานกันง่ายขึ้น แล้วก็คอย Consult น้องๆอยู่เบื้องหลัง

ที่นี่สอนให้ผมเริ่มเข้าใจในการดูแลงานมากข้ึน พร้อมกับดูแลน้องๆไปด้วย พยายามหาอะไรให้น้องๆพัฒนาตัวเองไปด้วย พาองค์กรเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งยอมรับเลยว่าผมยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ยังพลาดไปหลายๆจุดในตอนต้น คอยพยายาม Hotfix ตัวเองไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ต้องเล่าก่อนว่า ที่ผ่านๆมา ผมเขียนภาษา C# มาตลอด และเคยเขียน Java มาบ้าง เคยแก้งานบน Production มาบ้าง จับ Spring MVC มาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ถนัด 100% แต่ที่ทำงานใหม่ที่นี่ Base on Java เกือบทั้งหมด ยอมรับเลยว่ากดดัน และต้องพัฒนาตัวเองให้เร็วและมากกว่าที่ผ่านมา เพราะไม่งั้นเราจะพาทีมไปไม่รอด สุดท้ายก็ผ่านมาได้ แล้วตอนหลังๆ บริษัทเริ่มเลือกใช้ภาษา C# ที่เป็น .Net Core เข้ามาเป็นทางเลือกในการ Implement ของบริษัทไปด้วย การทำงานครั้งนี้ ทำให้ผมได้ Skill Java ที่เป็น Spring Boot ไปด้วย

ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจลาออก (อีกแล้วหรอวะ) อีกครั้ง รอบนี้ถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้งในชีวิตการทำงาน เมื่อผมได้รับ Offer จากบริษัท Consult ต่างชาติขนาดใหญ่ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก พร้อมกับได้รับโอกาสจากเจ้านายเก่า ชวนมาทำ Startup กัน ชวนมาทำอะไรสนุกๆกัน (ต้องย้อนกลับไปเมื่อที่ทำงานที่ 2 ทางผู้บริหารมีแพลนอยากทำ Product อารมณ์เหมือนทำ Startup เป็นของตัวเอง แต่โครงการก็ต้องพับเก็บไป เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัท)

ผมตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ 2 ครับ ด้วยความอยากลองทำงานแบบบริษัท Startup ดูสักครั้ง อยากลองมีกิจการเป็นของตัวเองดูสักครั้ง เมื่อโอกาสมันมาแล้ว ลองดูสักครั้งมันจะเป็นไรไปละ ใช่ป่ะ?

ทุกวันนี้ผมก็ยังทำงานในบริษัทตัวเองอยู่ครับ เราก็กำลังพัฒนาระบบของเราไปเรื่อยๆ ยอมรับเลยครับ ว่าสนุกกับการทำงานมากๆ ผมได้เรียนรู้มากมาย ในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้เลย ทั้งเรื่องบัญชีของบริษัท/การรับคนเข้าทำงาน เรียนรู้ที่จะเลือกว่า จะรับใครเข้าทำงาน ว่าต้องการบุคลิกแบบไหน มี Mindset แบบไหนถึงจะเหมาะกับงานของเรา/การดูแลน้องๆพี่ๆครอบครัวของเรา/การเป็น Partnership กับหน่วยงานและบริษัทต่างๆ/กฏหมายต่างๆ

ผมมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนคนนึงที่ชอบโทรมาถามสารทุกข์สุกดิบต่างๆอยู่เรื่อยๆ นอกจากเรื่องความคืบหน้าของเพื่อนๆ ก็มีเรื่องอนาคตกับเรื่องธุรกิจนี่แหละ ที่เราชอบ Discuss กัน

ต้องยอมรับว่าเพื่อนคนนี้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจไปแล้วระดับนึง เพราะดูจากรายได้ที่มากกว่า 7 หลัก และกำไรให้ตัวเอง 6 หลักต่อปี ถือเป็นตัวเลขไม่น้อยเลยทีเดียว มันมักจะถามผมอยู่ตลอด สำหรับเรื่องนี้ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในชีวิตผม ที่กล้าด่าผมตรงๆ โดยที่ผมไม่รู้สึกโกรธเลยซะด้วยซ้ำ

มันพยายามย้ำสิ่งที่ผมกำลังลืมไปในการดำเนินชีวิต ที่ผมทำหายไประหว่างทางที่ผมกำลังเดินอยู่ จนผมกลับมาเบรคและคิดขึ้นมาได้ มันมักพูดเสมอว่า "มึงจะทำอะไร มึงควรจะมีเป้าหมายของสิ่งที่มึงจะทำนะ พร้อมกับ Scope เวลาสิ่งที่มึงจะทำเสมอ อย่าปล่อยให้มันเลื่อนลอยไปเรื่อยๆ  แล้วอย่าลืมเต็มที่ไปกับมันนะ" สิ่งนี้แหละ ที่ทำให้ผมคิดขึ้นมาได้ และพยายามมีสติอยู่ตลอดเวลาที่ลงมือทำอะไรทุกอย่าง จนถึงตอนนี้ :)

เมื่อชีวิตเรา มีความหิวอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาตลอดตั้งแต่ยังเรียนอยู่ จนทำงานแล้วตอนนี้ คือ "คนเรามีความต้องการอยู่ตลอดเวลา และไม่มีวันพอ" มันแทบจะเป็นสัจธรรมของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เมื่อก่อนเราคิดว่าเงินเดือน xxxx เนี่ย มันเพียงพอต่อการใช้ชีวิตแล้วนะในตอนนี้ แต่ในที่สุด เราก็ต้องขยับขยายกันเรื่อยๆ อยากมีคอนโดบ้าง อยากมีบ้านบ้าง อยากมีรถบ้าง เงินเดือนที่มีอยู่ ก็เริ่มไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของเราไปเรื่อยๆ ผมมองว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ ใครๆก็อยากเติบโตด้วยกันทั้งนั้น แต่นอกจากเงินแล้ว ความรู้ ประสบการณ์ ก็ต้องโตตามเงินไปด้วย

ผมพยายามบอกตัวเองอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ พยายามพัฒนาตัวเองในสายงานของตัวเองไปด้วย (ทุกวันนี้ถ้าน้องคนไหนที่เก่งๆ ผมยังให้น้องเค้ามานั่งสอนผมอยู่เลยนะ อย่าพยายามตั้งกำแพงให้ตัวเองเลยครับ ลดๆ Ego ลงหน่อย) พร้อมกับเรียนรู้สายงานอื่นไปด้วย ผมชอบนั่งฟังคนสายงานอื่นๆ เค้าเล่างานของเค้าให้ฟังนะ ผมถือว่าการได้ฟังและเรียนรู้ที่เร็วและได้ผลที่สุด คือการฟังจากคนที่เค้ามีประสบการณ์นั้นๆมา

การใช้อารมณ์ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

เมื่อก่อนผมเป็นคนเจ้าอารมณ์มากครับ ชอบใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา ค่อนข้างใจร้อน หลังจากนั้นช่วงปลายๆปี 4 ถึงทำงานใหม่ๆ ก็เริ่มใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เริ่มเข้าใจว่า "ใช้อารมณ์ไป ก็เท่านั้น ดูเหมือนเด็กไม่โตอย่างไงอย่างงั้น" แล้วก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการฟังและใช้เหตุผลมากขึ้นแทน (ด้วยวุฒิภาวะตอนนี้ด้วยละมั่ง อายุเริ่มเยอะละ) ซึ่งได้ผลดีกว่าเยอะครับ เพราะว่าการใช้เหตุผลวิ่งเข้าชนกับปัญหา จะทำให้เรารู้ถึงความคิดของคนที่เห็นต่างจากเราไปด้วย ว่าเค้าคิดอะไรยังไง ทำให้ผมเข้าใจคนๆนั้นมากขึ้น ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนๆนั้นมากขึ้นด้วย

มองไปทางไหนก็มีแต่คนสร้างครอบครัว

ด้วยความที่ตัวเองก็อายุระดับนึงละ การเลื่อนดู News Feed บน Facebook เพื่อนั่งดูความคืบหน้าของคนรู้จัก เพื่อนๆที่รู้จัก หลายๆคนเริ่มสร้างครอบครัว เริ่มมีน้องๆออกมาวิ่งเล่นกันแล้ว ผมเคยคุยกับหุ้นส่วนอยู่พักนึงช่วงเริ่มทำบริษัทใหม่ๆ (อายุแกประมาณ​ 40 กลางๆละ) หนึ่งในบทสนทนา ก็คือเรื่องครอบครัวนี่แหละ

A : "คิดเรื่องมีครอบครัว มีลูกบ้างป่าว?"
ME : "แทบไม่อยู่ในหัวเลยครับพี่"
A : "ไม่เหงาหรอ?"
ME : "ทุกวันนี้เรื่อยๆก็โอเคดีครับ ไม่ได้รู้สึกว่าขาดอะไรครับ"
A : (ยิ้ม) "เด่วก็รู้ๆ เราอาจจะยังไม่ถึงเวลา เด่วมันจะมีอะไรมาทำให้เราคิดว่า เราอยากมีสักวัน เชื่อดิ ถึงเวลานั้น มันอาจจะยากแล้วก็ได้"

ผ่านไปจากวันที่ผมคุยกับพี่เค้าวันนั้น ประมาณ​ 1 ปีกว่าๆละ ผมว่าผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็หลังจากเพื่อนในกลุ่มสมัยเรียนมัธยมฯกำลังทยอยแต่งงานกันเยอะขึ้น เพื่อนอีกคนกำลังจะมีลูกคนที่ 2 แล้ว!!!! เพื่อนเริ่มมีเวลาให้กันน้อยลง คุยกันน้อยลง ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัวตัวเอง พูดไปก็เศร้าไป :(

ความรักจะเป็นเหมือนพลัง ทำให้เรามีแรงใช้ชีวิตต่อไป

เมื่อเราเดินทางในถนนสายชีวิตมาถึงจุดนึง นอกจากเรื่องเงิน ความพร้อมต่างๆ แล้ว การได้คุยได้อยู่กับคนที่เข้าใจและรับฟังคุณอยู่เรื่อยๆ ผมถือว่าคุณคือคนที่โชคดีมากๆครับ เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่อยากเล่าให้คนที่บ้านฟัง เพราะเราไม่อยากให้เค้ารู้สึกไม่สบายใจ แต่จะไปเล่าให้ใครฟังละเนี่ยย??? บางทีก็เป็นเรื่องโง่ๆ งี่เง้าไม่มีสาระ ก็เท่านั้น

เมื่อก่อนผมชอบมากๆเลยครับ กับการอยู่คนเดียว เพราะมันทำให้ตัวเองรู้สึกถึงความอิสระเสรี ไม่ต้อง depend on ใคร แต่พอนานๆเข้า มันกลายเป็นทำให้เราไม่มีจุดหมายซะงั้น เชื่อเถอะครับ ว่าการถูกถามว่าสิ่งที่เค้าทำ สิ่งที่เค้ากำลังเป็นอยู่ คุณชอบมันหรือเปล่า? มันทำให้คุณรู้สึกมีความสำคัญขึ้นมาทันทีครับ แต่ก็นั้นแหละครับ ชีวิตก็ต้องเดินทางต่อไป ก็ค้นหากันต่อไปครับ...